ที่เคยเป็นบทกวีเก่าๆ

posted on 28 May 2012 22:26 by normar
หยิบหนังสือ "ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ" ของวรพจน์ขึ้นมาอ่านแกล้มกาแฟบนม้าหินอ่อนตอนเช้า รสชาติตัวอักษรของเขาก็ยังอิ่มในอารมณ์เหงาเหมือนเคยอ่านเมื่อแรกซื้อในปี 50 ... คนบางคนสามารถสร้างอะไรบางอย่างให้มีอายุยาวนานกว่าที่มันเป็น ขณะที่บางคนกับการกระทำสิ่งเกิดขึ้นเพื่อให้ลืมไปได้เดี๋ยวนั้น มันคือความแตกต่างระหว่างการให้ความหมายและความสำคัญ
 
ผมเลื่อนวันเดินทางกลับไปงานศพยายไปอีกวัน โดยต้องเดินทางไปขึ้นรถพี่ชายที่บางพลี แม้จะไม่อยากเดินทางร่วมกันมากนักแต่ก็มีความจำเป็นบางอย่างที่ต้องไปพร้อมกัน แม่เคยกังวลว่าพี่น้องจะตัดญาติขาดเชื้อกันในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า... ผมว่ามันไม่ใช่การตัดขาด แต่เป็นการอยู่กันตามลำพังชีวิตใครชีวิตมันมากกว่า ซึ่งเป็นอย่างนั้นได้ผมก็คิดว่าตัวเองน่าจะมีความสุขดี
 
อันที่จริงผมมีที่อยู่แปลงหนึ่ง มันอยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่จัดสรรให้ทำเกษตรกรรม เป็นที่ดินแปลงไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับเจ้าของแปลงรอบข้างที่กว้านซื้อกันไว้เผื่อชาติหน้า ในวันที่เคยไปดูที่แปลงนี้ ผมเคยวางแปลนอนาคตเมื่อตัวเองมาอยู่ มีลำธารที่ต้องขุดลอก มีเนินดินโดดเด่นสำหรับที่พักหลังเล็กๆ มีโรงเรือนและพื้นที่ขยายพันธุ์ไม้ และคงมีมุมนั่งเล่นดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมผา ... เวลาผ่านมาหลายปี ที่ก็ยังคงว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ และผมเองก็มีชีวิตผิดเพี้ยนไปจากความฝัน ทั้งที่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ สุดท้ายมันก็ถูกหลงลืมและปล่อยให้หลุดลอยไปจากชีวิต
 
กับบางคน... ผ่านไปจากชีวิตนานจนควรจำไม่ได้ แต่ในหัวใจยังรู้สึกอยู่ ทุกครั้งที่นึกก็คือทุกครั้งที่เจ็บ ทุกครั้งที่สุขคือทุกครั้งที่ทุกข์ บางคำถามให้ตัวเองเป็นต้นว่า "เมื่อไหร่ที่มันจะผ่านพ้นไป?" หาคำตอบให้ตัวเองเท่าไหร่ๆ ก็ตามแต่ 5 ปี 10 ปีก็ยังไม่ผ่านพ้นซักที บางสิ่งนี้คงไม่ได้มีความเป็นนิรันดร์ แต่นานเท่าชีวิตที่ต้องผ่านไปก็คงเป็นได้
 
เช้าตรู่... ผมอาจจะต้องตื่นเช้า ดึกดื่น... ผมอาจจะยังไม่ได้ล้มตัวหลับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเองกระทำกับตัวเองด้วยธุระและไร้สาระ แต่ก็หนักไปทางไร้สาระมากกว่า ครั้นจะเปลี่ยนแปลงก็ไม่เคยง่ายดาย คงเพราะความเคยชินเป็นแล้วหายยาก
 
เมื่อวันก่อนผมสมัครบล็อกของนานมีบุ๊คเอาไว้ ตั้งใจว่าจะมีโลกอีกซักใบสำหรับหัวใจรักการอ่านของตัวเอง เช่นเดียวกันกับที่ห้องสมุดก็มีล็อกอินส่วนตัวสำหรับโลกจินตนาการ ... นึกถึงวันเวลาแรกเจอเว็บบอร์ดของบรรดานักอยากเขียน ผมเป็นนักเลงกลอนที่อยากเป็นกวี มีใครบางคนเป็นต้นแบบวิธีคิด แม้ว่าชีวิตจริงของเขาที่ได้เรียนรู้และรู้จักในภายหลังจากห่างไกลความเป็นเขาในมโนนึกมากก็ตาม ตอนนี้ผมก็ยังชื่นชอบเขาอยู่ แม้จะลดทอนลงไปในการติดตามผลงาน แต่ก็ซึ้งใจแรงบันดาลใจที่มีต่อตัวตนของผมเมื่อวันวัยครั้งนั้น
 
บันทึกที่เป็นเนื้อกระดาษหลายเล่มอุดมตัวอักษรและคำ ไม่ใช่อย่างที่บันทึกผ่านบล็อก แต่มันกรองเอาแต่ไม่กีประโยค ไม่กี่บรรทัด... ในหลายๆ คำเริ่มต้น... ผมชอบสิ่งนี้ "ฉันชอบบทกวีที่กล่าวถึงความรัก..." ต่างวันต่างเวลาที่จรดดินสอหรือปากกาลงเขียน ผมจะเติมมุมมองใหม่ที่มีต่อความรักลงไปในรอยต่อการเรียนรู้ความรักของตัวเอง บ้างก็ความรักของผู้คน บ้างก็ความรักของตัวเอง บ้างก็สุข บ้างก็เศร้า แล้วก็ปล่อยหัวใจเรียนรู้มุมมองใหม่เหล่านั้น
 
 
"ฉันชอบบทกวีที่กล่าวถึงความรัก
ถึงฉันไม่ได้เขียนบทกวีมานานเป็นสิบปี
แต่ความรักก็ยังมีอยู่บนโลก
และมีคนบนโลกเขียนบทกวีถึงความรักอยู่เสมอ
ความรักคือเธอคือฉันแต่มันไม่ได้หมายถึงเราสองคนเท่านั้น
คนของเธอ คนของฉัน นั่นก็ไม่ได้ครอบคลุมเพียงคนเหล่านี้เท่านั้น
มีคนแปลกหน้าในเรื่องราวความรักของเราด้วย
บางคนเป็นส่วนหนึ่ง บางคนก็แค่ข้องเกี่ยว
ความรักในสายตาเรานั้นสีสันสวยงามเสมอ-เธออาจคิดเช่นนั้น
ความรักในสายตาฉันก็สวยงามเสมอ-เมื่อฉันมองเห็นเธอเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องเรียนรู้ความรักในสายตาโลกบ้าง
บางครั้งมันอาจจะไม่งดงามเท่าที่เราเห็น
แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
 
ฉันชอบบทกวีที่กล่าวถึงความรัก
แม้ไม่เหลือความรักเพราะไม่เหลือคำว่าเราอีกแล้ว"
 
 
ผมลองเขียนมันขึ้นในอารมณ์ตรงหน้า... บางทีวันหลังที่ผมตั้งใจกว่านี้... มันคงน่าอ่านเหมือนครั้งที่เคยเขียนทุกวัน

การผจญภัยไม่รู้จบ...

posted on 27 May 2012 13:07 by normar
ฟ้าฝนเป็นใจ... ในวันที่ได้หยุดพัก แต่ก็เหมือนไม่ได้พักเพราะมีหลายเรื่องต้องจัดการและเตรียมการ ลูกน้องเกิดอาการถอดใจเลิกทำงานไปคนหนึ่งก็เรื่องหนึ่ง เงินซัพพอร์ตลูกน้องก็เรื่องหนึ่ง ตารางงานตรงหน้าก็เรื่องหนึ่ง งานศพยายที่บ้านเกิดก็เรื่องหนึ่ง รถที่ถึงเวลาต้องซ่อมบำรุงก็เรื่องหนึ่ง ... เรื่องหนึ่งหลายเรื่องก็กลายเป็นหลายเรื่อง และบังเอิญมันคงเจตนาให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
 
สตรอเบอรี่โยเกิร์ตปั่นรสชาติสู้บลูเบอร์รี่โยเกิร์ตปั่นไม่ได้ ...
 
ปัญหาเรื่องคนงานเทิร์นโอเวอร์โดยเฉพาะกับระดับแรงงานมันมีมาตลอด ไอ้เราคนใช้สมองทำงานและแรงก็ต้องออกเหมือนกัน พอมาเจอปัญหาคนงานมีแต่แรงไม่มีสมองก็ปวดหัวเป็นประจำ เรื่องของเรื่องก็คือผมบอกคนงานไว้ว่าเรื่องเหล้าจะกินก็ไม่ว่า แต่ต้องเป็นตอนหลังเลิกงานแล้วเท่านั้น ห้ามกินระหว่างวัน พอไปกินมาผมก็ต้องต่อว่าเป็นธรรมดา ปรากฏว่ารับกฏเกณฑ์อันนี้ไม่ได้ มีเป๊กเหล้าทั้งเช้าและเที่ยงด้วย มาตรการสุดท้ายเลยต้องส่งคนงานกลับ แล้วค่อยไปหาคนงานใหม่ (ซึ่งมันก็หายากอย่างยิ่ง) สรุปว่าถอดใจเพราะไม่ให้กินเหล้าตามสบาย... โอ้... แม่เจ้า
 
เงินซัพพอร์ตลูกน้องก็อีกเรื่อง จะว่าไปปัญหาเงินหมุนนี่ผู้รับเหมาเป็นกันทุกคนแหละ แต่บังเอิญเดือนนี้มันดันมาปุบปับหลายเรื่อง หมุนกันหัวปั่นจนบางทีปั่นหัวมากกว่าเบียรืสดในเหยือกเสียอีก
 
ตารางงานตรงหน้าก็โอ๊ย.... จะบ้าตาย นี่เมื่อคืนก็ฟาดไปสี่ทุ่มเพื่อจัดการถังเหล็กขนาดเส้นผ่าน 3.85 เมตรและสูงร่วมๆ 10 เมตรที่ต้องจัดการผิวและรอยเชื่อมทั้งในและนอก วันอังคารนี้มีถังขนาดความจุ 2900 ลิตร รอให้จัดการเพื่อส่งลูกค้า แล้วยังมีถัง 1890 ลิตรอีกสองใบส่งอาทิตย์หน้า... ซึ่งปัญหามันก็ไปปนกับเรื่องคิวคนงานและเรื่องงานศพยายพอดี ปวดหัว... มึนตึ๊บ
 
งานศพยายก็วันพุธ คืนวันอังคารคงได้ขับรถทางไกลอีกแล้ว... งานก็เหนื่อย ขับรถก็เหนื่อย อยากหายตัวแว้บไปในพริบตาได้จัง
 
แล้วก็ยังสภาพรถยนต์ที่ควรต้องเข้าอู่เสียที... เสียงดังเริ่มฟ้องหลังจากที่เอาไปขนของหนักและวิ่งไกลๆ มาหลายเที่ยว ของหนักก็ของในงานทั้งนั้น ตู้เชื่อมงี้ นั่งร้านงี้... หนักมากมายอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ รถก็บุโรทั่งมาก เฮ้อ... มองรถตัวเองทีไรก็ให้สงสารทุกที!!!
 
คราบฟองสตรอเบอรี่โยเกิร์ตปั่นจับอยู่ขอบแก้วพลาสติก สีมันสวยดีนะครับ... บางอารมณ์ผมก็ชอบสีสันแบบนี้ ถึงแม้ว่าบางช่วงชีวิต(ที่ส่วนใหญ่ก็คือบ่อยๆ)ผมจะใช้สีเทากับสีน้ำตาลแทนอารมณ์ตัวเอง ผมว่าผมป่วยด้วยอาการที่รักษาได้แต่ไม่ยอมรักษา ผมเกลียดช่วงที่ปล่อยให้ตัวเองซึมเศร้าแต่ผมก็เป็นบ่อยๆ นี่คงเป็นคำสาปของใครบางคน...
 
เมื่อมีคำสาปก็ต้องมีหนทางแก้คำสาป ชีวิตเรามันก็เหมือนเทพนิยาย มีรัก มีทุกข์ มีผจญภัย มีบททดสอบ มีตอนเริ่มต้นและมีตอนจบ... ผมคิดว่าตอนจบของผมน่าจะสวยงาม
 
แต่คำสาปของบางนิยายก็คือการผจญภัยไม่รู้จบ...
 
 

ฝนฟ้าเป็นพิษ

posted on 23 May 2012 22:36 by normar
ตอนแรกก็งงๆ อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบล็อกตัวเอง เข้าไม่ได้มาสองวัน... อาการอยากรู้อยากเห็นทำงานจนเกือบลงแดง ดีว่างานที่ต้องทำมันเยอะจนหาเวลาลงแดงไม่เจอ
 
หยิบมาเรียบร้อยสำหรับนักสืบเทพนิยายเล่ม 4 เรื่องราวกำลังน่าสนุกมาก... สรุปสั้นๆ ตอนนี้คือมันเป็นเรื่ีองแต่งที่มั่วซั่วดี ตัวละครของกริมม์เจอตัวละครของเช็คเปียร์ด้วยล่ะ 555 ยังคิดๆ อยู่ว่าถ้าตัวผู้ร้ายอันดับหนึ่งในเรืองเป็นอีสปคงสนุกพิลึก.... 
 
ฝนตกทั่วฟ้ามากๆ ฟ้านี่หมองหม่นเลย... แล้วก็ยังตกไม่ลืมหูลืมตา กำลังทำงานๆๆๆๆ อยู่ดีๆ ละอองฝนก็ปลิวลมเข้ามาจนกลัวเป็นหวัด สภาพร่างกายช่วงนี้ยิ่งแย่สุดๆ อยู่ด้วย... ไม่ไหวเอาเสียเลย
 
ลูกน้องไปลงหน้างานที่ลพบุรีจะกลับมาพรุ่งนี้ โอนเงินไปให้ลูกน้องทั้งค่าแรงและค่ากิน กระเป๋าแบน(แต่ไม่มี)แฟน(ที่จะให้)ทิ้ง ป้าเจ้าของห้องเช่าก็เจตนาดีอยากให้เป็นแฟนกับหลานสาว... เอ่อ... ขาดนิดเดียวอายุเกือบจะห่างกันเท่าตัว... ถึงจะพ้นข้อหาหลอกเด็กและพรากผู้เยาว์ก็เถอะ...
 
อีกอย่าง... ผมชอบผู้หญิงอายุเยอะเพราะไม่ค่อยงี่เง่า ส่วนผู้หญิงอายุน้อย... ถ้าไม่งี่เง่าก็โอเคครับ...
 
หิ้วโน้ตบุ๊คไปร้านแมคฯ ไดรฟ์อินอีกแ้ล้ว... กาแฟร้อนหนึ่งแก้วราคา 60 บาทนี่แพงมั้ย? แต่พายแฮมไก่รสชาติโอเค... ราคา 29 บาทก็สมเหตุสมผลดี จิบกาแฟแล้วก็เอานิ้วเคาะแป้นพิมพ์... ได้ตัวหนังสืออะไรไม่รู้มา 2 หน้ากระดาษ เป็นข้อความเรื่อยเปื่อยที่ไหลไปเรื่อยๆ จากการนั่งหมุนเก้าอี้ไปหมุนเก้าอี้มา...
 
ผมชอบการมองดูผู้คน แถวที่พักมีร้านเหล้าแบบที่มีวงดนตรีเล่นกับมีโคโยตี้เต้น ผมไปนั่งฟังเพลงมาครบทุกวงแล้ว(เข้าใจว่างั้น) พวกโคโยตี้ก็มีบางคนที่ได้ชนแก้วและพูดคุยกัน เด็กเสิร์ฟทั้งหญิงเทียม ชายไม่แท้ เกย์ด้า กระเทย เด็กโบกรถ คนคุมร้าน ... บางทีผมก็ตลกตัวเองที่ชอบไปมั่งดูชีวิตคนอื่น... ผมดื่มเหล้าบ้างเล็กน้อย ดื่มเบียร์อาจจะบ่อยหน่อย... ถ้าเหล้าเหลือก็ให้พวกเด็กๆ กินกันต่อ ถ้าเบียร์มีก็ให้พวกน้องโคโยตี้เอาแก้วมาแบ่งไป ผมชอบดื่มอยู่บ้าง... แต่ชอบปล่อยให้น้ำแข็งในแก้วละลายเล่นมากกว่า
 
เมื่อวานก่อนผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยวโดยมีสาวๆ โรงงานนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ แอบฟังพวกเค้าคุยกันเรื่องนินทากาเล เรื่องผัวๆเมียๆ เรื่องชู้เรื่องฉาว บางชีวิตคนเรานั้นแปลก... เพราะเค้าไม่เหมือนเราเท่านั้นเอง เหมือนกันกับที่ผมมองชีวิตผมว่าธรรมดากลับกันบางคนมองว่าผมใช้ชีวิตไม่เหมือนชาวบ้าน...
 
เป็นต้นว่าผมไปร้านคาราโอเกะแต่ไม่กอดเด็กดริ๊งค์ ให้เด็กเสิร์ฟหอมแก้มแต่ไม่หอมแก้มเด็กเสิร์ฟ โคโยตี้บางคนมีเบอร์ผมไว้โทร.มาคุยเรื่องพ่อแม่พี่น้องทางบ้าน พาสาวแปลกหน้าที่กำลังเมาบางคนมาห้องเพื่อเสียสละที่นอนให้ส่วนตัวเองปีนไปนั่งดูแสงไฟบนดาดฟ้าตึกจนเช้า ... ผมเป็นคนแปลกๆ หรือเปล่า?
 
อ้อ.... คราวก่อนไปนั่งฟังเพลงที่ร้าน มีสาวโคโยตี้มาขอนั่งด้วย ผมโบกมือทำนองว่า "ไม่" หมายถึงไม่ใช่ตอนนี้เพราะผมกำลังฟังเพลงอยู่ กลายเป็นว่าผมโดนเม้าส์แซดดดดดว่าเป็นเกย์ซะงั้น... ฮาซะ!!!
 
อันที่จริงผมอยากไปทะเลมากทีเดียวในตอนนี้... ถ้าไม่ติดว่างานคามืออยู่... และตอนนี้กระเป๋าไม่แบนจนต้องระมัดระวังการจ่ายเงินออก พรุ่งนี้ผมอยากอยู่ปราณบุรี มีคนว่าปราณบุรีน่าเที่ยว แต่ผมก็ไม่เคยแวะเที่ยวที่ปราณบุรีซักที ผมเบื่อหัวหิน ชะอำ หาดวนกร อ่าวมะนาว เลยอยากไปปราณบุรี แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ได้ปลื้มกับทะเลมากขึ้นไปกว่าที่ไม่ค่อยชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหรอกนะ
 
วันนี้ผมออกจะเรื่อยเปื่อย... คงเพราะฝนฟ้าเป็นพิษ สงสัยจะใช่... คงเพราะฝนฟ้าเป็นพิษ

ทำไปได้...

posted on 21 May 2012 22:23 by normar
ให้ตายเถอะ... ทำไปได้!!!
 
หลังจากงานยุ่งโคตะระยุ่งอยู่หลายวัน ผมก็ได้พัก... หมายถึงว่าหมดสภาพที่จะทำงานจะถูกต้องกว่า ผมเลยได้ใช้เวลาของกลางวันวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อทำตัวเป็นเจ้าชายนิทรา น่าเสียดายที่ไม่มีเจ้าหญิงขี่ม้าขาวมาจุมพิตเพื่อปลุกให้ตื่น สายฝนกระทบหลังคาต่างหากที่ปลุกผมเอาในตอนบ่ายคล้อยต่อเย็นย่ำ
 
และ... และ... นั่นก็แปลว่าผมนอนเต็มอิ่มจนกังวลตัวเองว่าจะนอนหลับได้อย่างไรในคืนที่จะผ่านมา
 
สามทุ่มกว่าๆ หลังเล่นกีต้าร์จนหนำใจ ช่วงนี้ผมติดเล่น I'm Your เพลงโปรดจากศิลปิน Jason Mraz เอามากๆ เล่นได้ทุกวันโดยไม่เบื่อ... so i won't hesitate no more, no more it can't wait I'm your..... แล้วก็ยังติดเพลง "จำทำไม" ของวงสักสี tattoo colour ด้วย .... สามทุ่มกว่าผมเอาตัวเองไปนั่งแช่ในร้าน McDonald's Drive In บนถนนสายวิ่งเข้านครปฐม นั่งลงอ่าน The Sisters Grimm เล่มสองจนจบเมื่อเวลาเที่ยงคืนนิดๆ พร้อมกับทำลายอาหารขยะจานด่วนในรูปแบบของมันฝรั่งทอดรสชาติเห่ยๆ กองโตเท่าภูเขาจนหมด
 
และรู้เอาไว้ว่าโรคติดพ็อคเก็ตบุ๊คชุดนี้ลามมาถึงวันนี้ด้วยนะ หลังจากที่ผมเข้าไปเอาเล่มที่ 3 ออกจากร้านซีเอ็ดตอนหัวค่ำที่ผ่านมาและจัดการชำระบาปตัวอักษรเสร็จสิ้นในเวลาสามทุ่มยี่สิบห้านาที
 
ให้ตายเถอะ... ทำไปได้!!!
 
ถ้าอ่านไม่จบก็ยังคิดว่าจะถือโอกาสไปทำลายมันฝรั่งทอดอีกซักกองอยู่นะเนี่ย

อ่านนิยายจากเทพนิยาย

posted on 19 May 2012 20:50 by normar
หยิบหนังสือมาจากบ้านใน entry ที่แล้ว... จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้อ่าน...
สาเหตุคือ.... ผมเข้างานแปดโมงเช้าแต่เลิกโอทีเที่ยงคืนตีหนึ่งตีสองมาเป็นอาทิตย์เลยครับ
 
วันนี้ทำงานครึ่งวันดังนั้นตอนบ่ายเลยหลับเป็นตายยยยย...
 
ตื่นมาพร้อมกับแดดบ่ายที่กลายเป้นเมฆฝนอย่างรวดเร็ว รีบออกไปทำธุระและซื้อของโดยมีตะกร้าผ้าติดกระบะหลังไปด้วย เลือกจอดรถไกลชาวบ้านชาวเมืองมากหน่อย เอ่อ... ถุงเท้าทั้งลูกพี่ลูกน้องครึ่งตะกร้าเห็นจะได้และเหม็นมาก ฮา....
 
แล้วฝนตกยามเย็น เสียงสนั่นหวั่นไหวดังเข้ามาในตัวอาคารห้างเทสโก้โลตัสท่านา
 
จัดการเรื่องค่าแรงลูกน้องกับค่าซํพพอร์ตออกหน้างานเสร็จ เดินไปหยิบหนังสือใหม่... ใช่... หนังสือใหม่ที่อยู่บนชั้นวางในซีเอ็ดบุ๊ค และหนังสือที่เอามาจากบ้านก็ยังไม่ได้อ่านแถมยังโยนไว้เบาะหลังอย่างที่เอามาตอนแรก เอาเถอะ... ไว้อ่านทีหลังก็ได้
 
หนังสือที่ได้มาจากชั้นวางก็คือ the sisters Grimm นักสืบเทพนิยาย เล่มที่ 1 ราคา 165 บาท คิดแล้วก็ท่ากันไปดูหนังหนึ่งเรื่อง (ซึ่งไม่ได้ไป) หยิบหนีบรักแร้แล้วหย่อนใส่ตะกร้าเพื่อเข้าซุปเปอร์ฯ ชอบการเดินเลือกซื้อของในห้างก็ตรงนี้คือ มีสาวๆให้เลือกเยอะ... อ๊ะ... มีข้าวของให้เลือกเยอะและไม่มีคนมาเดินตามก้นต้อยๆ ได้ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้า ครัวซองค์ ซอสปรุงรส ผักนิดหน่อย เงาะกิโลครึ่ง... อันหลังนี่เกิดจากเมื่อวานที่โรงงานเลี้ยงแต่รู้สึกไม่พอกิน เสร็จ หิวตะหงิดๆ เลยได้กินข้าวในห้าง... เมื่อก่อนผมเป็นคนโง่ใช้ได้ที่ขยันกิน KFC และ McDonald's เป็นประจำ วันนี้กินข้าวหน้าเนื้อเกาหลี....
 
ข้าวหน้าเนื้อเกาหลีนี่เมื่อก่อนจะมีซอสเปรี้ยวที่ใช้ราดให้ด้วย เดี๋ยวนี้หากินไม่ค่อยได้แล้ว กลายเป็นมีพริกน้ำปลามาให้แทนซะงั้น ตอนเอ่ยปากขอน้องคนทำก็งงๆ สุดท้ายได้เป็นมายองเนสแทน ก็ยังดี... กินไปอ่านไป
 
สนุก!!! พ็อกเก็ตบุ๊คที่หยิบมาสนุกมากเลย... ผมอ่านรวดเดียวจบเชียวล่ะ... อ่านเสร็จยังมีหน้าไปหยิบเล่มที่สองจากบนชั้นมาอีกหนึ่งเล่มก่อนกลับ แหมๆๆๆ น้องพนักงานซีเอ็ดคงงงถ้ารู้ว่าผมอ่านเล่มแรกจบทั้งที่เพิ่งหยิบไปเมื่อไม่ถึงสองชั่วโมงที่ผ่านมา (เดินซื้อของไปเกือบชั่วโมงแล้วนะนั่น... แหะๆ...อยากจะอวดว่าตัวเองเป็นคนอ่านหนังสือเร็วเท่านั้นแหละ) แนะนำว่าไปหาซื้อมาอ่านกันนะครับ คุ้ม... กว่าอ่านหนังสือนิยายแฟนตาซี(ยังกับ)เกมออนไลน์เยอะ!!!
 
นั่งพิมพ์เอนทรี่ใหม่ฆ่าเวลาเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญทำงานให้เสร็จ ซึ่งระหว่างนั้นก็เสร็จยุงไปหนึ่งฝูงบิน และคงเป็นคนละฝูงบินของยุงประเทศกานาบ้านเกิดตลกโจอี้ เลือดถูกสูบแต่ไม่ได้ฉีดไปเป็นจำนวนมาก... ไม่ตายแต่คันสุดยอดเลยครับ...